แนวทางปฏิบัติด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
และการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
คำจำกัดความ
การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Anti-Money Laundering and Counter Terrorism and Proliferation of Weapon of Mass Destruction Financing: AML/CTPF)
การฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Money Laundering and Terrorism and Proliferation of Weapon of Mass Destruction Financing: ML/TPF)
“การฟอกเงิน” หมายความว่า การนำเงิน หรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเปลี่ยนสภาพให้เป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาอย่างถูกต้อง
“การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย” หมายความว่า การจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงิน หรือทรัพย์สิน หรือดำเนินการด้วยประการใดๆ เพื่อการก่อการร้าย หรือโดยรู้อยู่แล้วว่าผู้รับประโยชน์ทางการเงิน หรือทรัพย์สิน หรือจากการดำเนินการนั้น เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด หรือโดยเจตนาให้เงิน หรือทรัพย์สิน หรือการดำเนินการนั้น ถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ของบุคคลที่ถูกกำหนด หรือของบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย
“การสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง” หมายความว่า การจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงิน หรือทรัพย์สิน หรือดำเนินการด้วยประการใดๆ เพื่อการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หรือโดยรู้อยู่แล้วว่าผู้ได้รับประโยชน์ทางการเงิน หรือทรัพย์สิน หรือจากการดำเนินการนั้นเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด หรือโดยเจตนาให้เงิน หรือทรัพย์สิน หรือการดำเนินการนั้นถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมใดๆ ของบุคคลที่ถูกกำหนด หรือของบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
“ลูกค้า” หมายความว่า บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือบุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมายซึ่งสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือทำธุรกรรมกับบริษัท
“ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ” หมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือบุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมายฝ่ายหนึ่งกับบริษัท อีกฝ่ายหนึ่ง ที่สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้บริการทางการเงิน ทางธุรกิจ ทางการค้า หรือทางวิชาชีพของบริษัท อย่างต่อเนื่อง หรือในช่วงระยะเวลาที่ตกลงกัน
“ธุรกรรมเป็นครั้งคราว” หมายความว่า ธุรกรรมที่ทําขึ้นระหว่างบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือบุคคลที่มี
การตกลงกันทางกฎหมายกับบริษัท เพื่อใช้บริการทางการเงิน ทางธุรกิจ ทางการค้า หรือทางวิชาชีพของบริษัท โดยไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจต่อกัน
“บุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมาย” หมายความว่า บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลฝ่ายหนึ่งซึ่งตกลงกัน
ทางกฎหมายให้เป็นผู้ครอบครอง ใช้ จำหน่าย หรือบริหารจัดการทรัพย์สินไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ เพื่อประโยชน์ของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง
“ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” หมายถึง บุคคลธรรมดาผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือมีอำนาจควบคุมความสัมพันธ์ทางธุรกิจของลูกค้ากับบริษัท หรือบุคคลที่ลูกค้าทำธุรกรรมแทน รวมถึงบุคคลผู้ใช้อำนาจควบคุมนิติบุคคล หรือบุคคลที่มี
การตกลงกันทางกฎหมาย
“ธุรกรรม” หมายความว่า กิจกรรมที่เกี่ยวกับการทํานิติกรรม สัญญา หรือการดําเนินการใด ๆ กับผู้อื่นทางการเงิน ทางธุรกิจ หรือการดําเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน และให้รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ และการทําธุรกรรมที่ต่อเนื่องจากการสร้างความสัมพันธ์ และธุรกรรมที่กระทําในครั้งหนึ่งครั้งใดของลูกค้าที่ทําธุรกรรมเป็นครั้งคราว
“ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย” หมายความว่า ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน หรือเป็นธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว หรือหลายครั้ง และให้หมายความรวมถึงการพยายามกระทำธุรกรรมด้วย
“การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า” หมายความว่า กระบวนการที่กำหนดขึ้น เมื่อเริ่มมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้า หรือมีการทำธุรกรรมกับลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวเมื่อมีการทำธุรกรรมถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยการระบุตัวตน และพิสูจน์ทราบตัวตน ระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของลูกค้ากับข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด และตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินจากการทำธุรกรรมของลูกค้าว่ามีพฤติการณ์ผิดปกติมีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้บริษัทถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
“การจัดให้ลูกค้าแสดงตน” หมายความว่า การดําเนินการให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกค้า และการดําเนินการ
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของข้อมูลการแสดงตน ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง วิธีการแสดงตนของลูกค้าสถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16
“บุคคลที่ถูกกำหนด” หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรตามรายชื่อซึ่งมีมติ หรือประกาศภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย หรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และสำนักงาน ปปง. ได้ประกาศรายชื่อนั้น หรือบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรตามรายชื่อที่ศาลได้พิจารณา และมีคำสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559
“แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” หมายความว่า แหล่งข้อมูลที่มีการให้ข้อมูล หรือจัดทําข้อมูลอย่างมีเหตุผล
มีหลักเกณฑ์ หรือมีการอ้างอิง เพื่อให้ประชาชน หรือกลุ่มธุรกิจกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด สามารถเข้าถึงได้เพื่อตรวจสอบ หรือทราบถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่น แหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลซึ่งมีอํานาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล รวมตลอดถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นหน่วยงาน หรือองค์กรของรัฐทั้งใน และต่างประเทศ เป็นต้น
“บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ หรือเคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวใน หรือต่างประเทศ ได้แก่ ประมุขแห่งรัฐ หรือรัฐบาล รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ หรือทหาร ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้มีบทบาทสำคัญในพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ หรือเคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวในองค์การระหว่างประเทศ และผู้ที่ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าระดับดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
หมวดที่ 1 แนวปฏิบัติในเรื่อง การรับลูกค้า
ขั้นตอนการรับลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ/รับทำธุรกรรมกับลูกค้า
เมื่อลูกค้าแจ้งความประสงค์จะสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ บริษัทมีการจัดให้ลูกค้าแสดงตน ซึ่งมีข้อมูลเป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง วิธีการแสดงตนของลูกค้าสถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 โดยประเภทของลูกค้าแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ลูกค้าสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ บริษัทจะให้ลูกค้าแสดงตนทุกครั้งก่อนการทำธุรกรรม เว้นแต่ลูกค้าได้แสดงตนไว้ก่อนแล้ว
2. ลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว บริษัทจะให้ลูกค้าแสดงตนทุกครั้งก่อนการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป หรือหลายครั้งที่มีความต่อเนื่องและมีมูลค่ารวมกันตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป
**สำหรับลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว ในกรณีที่มีมูลค่าการทำธุรรมการต่ำกว่า 100,000 บาท ให้ลูกค้าแสดงบัตรประชาชน พร้อมลงลายมือชื่อ และเลขหมายโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้**
บริษัทจะดำเนินการให้ได้ข้อมูลการแสดงตนไม่ว่าจะเป็นกรณีพบหน้าหรือไม่พบหน้า โดยแบ่งเป็นข้อมูลของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนี้
บุคคลธรรมดา
1. ชื่อเต็ม
2. วัน เดือน ปีเกิด
3. เลขประจำตัวประชาชน และในกรณีที่เป็นคนต่างด้าวให้แสดงเลขหนังสือเดินทาง หรือเลขประจำตัวที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐเจ้าของ สัญชาติออกให้ หรือเลขประจำตัวในเอกสารสำคัญประจำตัวที่รัฐบาลไทยออกให้ (พร้อมทั้งหลักฐาน)
4. ที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชนหรือที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และที่อยู่ปัจจุบัน กรณีเป็นคนต่างด้าวให้แสดงชื่อประเทศเจ้าของสัญชาติและที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทย เว้นแต่คนต่างด้าวไม่มีที่อยู่ในประเทศไทย ให้ใช้ที่อยู่ปัจจุบัน
5. ข้อมูลการติดต่ออื่น เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์
6. ข้อมูลอาชีพ รวมทั้งชื่อและสถานที่ตั้งของที่ทำงาน
7. ลายมือชื่อผู้ทำธุรกรรม
นิติบุคคล
1. ชื่อนิติบุคคล
2. ประเภทกิจการและวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการ
3. สถานที่ตั้งและหมายเลขโทรศัพท์
4. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ในกรณีที่มี
5. ชื่อเต็มของผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล
6. ข้อมูลของบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจทอดสุดท้ายให้สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทำธุรกรรมกับบริษัทเป็นครั้งคราว ดังต่อไปนี้
(ก) ชื่อเต็ม
(ข) วัน เดือน ปีเกิด
(ค)เลขประจำตัวประชาชนกรณีเป็นคนต่างด้าวให้แสดงเลขหนังสือเดินทางหรือเลขประจำตัวที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐเจ้าของสัญชาติออกให้ หรือเลขประจำตัวในเอกสารสำคัญประจำตัวที่รัฐบาลไทยออกให้
(ง) ที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชนหรือที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และที่อยู่ปัจจุบัน กรณีเป็นคนต่างด้าวให้แสดงชื่อประเทศเจ้าของสัญชาติและที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทย เว้นแต่คนต่างด้าวไม่มีที่อยู่ในประเทศไทย ให้ใช้ที่อยู่ปัจจุบัน
(จ) ลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจทอดสุดท้าย
7. หลักฐานที่แสดงถึงการรับรองสถานภาพความเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมายที่น่าเชื่อถือ
(ก) ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลทั่วไป ให้ขอหนังสือรับรองการจดทะเบียนที่นายทะเบียนออกให้ไม่เกินหกเดือน ส่วนกรณีที่ไม่ใช่นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ให้ขอหลักฐานการเป็นนิติบุคคลที่หน่วยงานหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือรับรองหรือออกให้ไม่เกินหกเดือน
(ข) ลูกค้าที่เป็นส่วนราชการ องค์กรของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้ขอหนังสือแสดงความประสงค์ในการทำธุรกรรม หนังสือแต่งตั้ง หรือหนังสือมอบอำนาจ
(ค) ลูกค้าที่เป็นสหกรณ์ มูลนิธิ สมาคม สโมสร วัด มัสยิด ศาลเจ้า และนิติบุคคลอื่นในลักษณะเดียวกัน ให้ขอหนังสือแสดงความประสงค์ในการทำธุรกรรม หนังสือแสดงการจดทะเบียนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หนังสือแต่งตั้ง หรือหนังสือมอบอำนาจ
2. การตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด
บริษัทนำข้อมูลชื่อเต็ม และเลขประจำตัวประชาชนของลูกค้าทั้ง 2 ประเภท มาตรวจสอบกับข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด โดยบริษัทมีการปฏิเสธการทำธุรกรรมกับลูกค้า หากตรวจสอบแล้วพบว่าลูกค้ามีรายชื่อตรงกับรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด พร้อมทั้งรายงานเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ตามแบบฟอร์ม ปปง. 1-05-10 และ ปกร 03 หรือ 04 มายังสำนักงาน ปปง. ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
3. การระบุตัวตนและพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้า
1. การระบุตัวตนของลูกค้า
บริษัทต้องมีข้อมูลที่ได้ในขั้นตอนการแสดงตนครบถ้วนเพียงพอเพื่อระบุตัวตน และพิสูจน์ว่าลูกค้ามีตัวตนอยู่จริงตามกฎหมาย และดำเนินการระบุ และพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าให้มีความเหมาะสมกับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ได้จากผลการประเมินความเสี่ยงภายในองค์กร และผลการประเมินความเสี่ยงก่อนการออกผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่
2. การระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
การระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง จะต้องดำเนินการให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงให้เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า เป็นบุคคลธรรมดาที่มีอยู่จริงตามกฎหมาย และมีความเกี่ยวข้องกับลูกค้า ซึ่งจะคำนึงถึงความเกี่ยวข้องด้านธุรกิจเป็นสำคัญ โดยดำเนินการดังต่อไปนี้
2.1 สำหรับลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา ให้ระบุว่าลูกค้าแต่ละรายนั้นเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
2.2 สำหรับลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ให้พิจารณาระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
1) ระบุบุคคลธรรมดาผู้ใช้อำนาจในการควบคุมนิติบุคคล โดยพิจารณาจากการได้รับผลประโยชน์หรือการถือสิทธิเป็นเจ้าของ เช่น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ร้อยละ 25 ขึ้นไปของนิติบุคคลนั้น เป็นต้น โดยหากไม่สามารถตรวจสอบด้วยวิธีนี้ได้ให้พิจารณาดำเนินการตามข้อ 2)
2) ระบุบุคคลธรรมดาผู้มีอำนาจครอบงำกิจการ หรือผู้มีอำนาจลงนามผูกพันของนิติบุคคล โดยหากไม่สามารถตรวจสอบด้วยวิธีนี้ได้ให้พิจารณาดำเนินการตามข้อ 3)
3) ระบุบุคคลธรรมดาที่มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง หรือมีอำนาจในการบริหารของนิติบุคคลนั้น เช่น ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ รายชื่อคณะกรรมการของนิติบุคคล เป็นต้น
4. การประเมินความเสี่ยงของลูกค้า (รายละเอียดตามแนวปฏิบัติเรื่อง การบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและ การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หัวข้อ การบริหารความเสี่ยงของลูกค้า) จากการประเมินและบริหารความเสี่ยงของลูกค้า บริษัทสามารถจัดระดับความเสี่ยงของลูกค้าได้ 2 ระดับ ได้แก่
4.1 ระดับความเสี่ยงต่ำ-กลาง บริษัทสามารถอนุมัติรับลูกค้าตามปกติ
4.2 ระดับความเสี่ยงสูง บริษัทมีการขอข้อมูลลูกค้าเพิ่มเติม เช่น แหล่งที่มาของรายได้ วัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจรับลูกค้า ทั้งนี้ การอนุมัติรับลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงให้ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้อนุมัติเท่านั้น
5. การปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
การปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า มีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้
5.1. ลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว หรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด
5.2 ลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว ใช้ชื่อปลอม ปกปิดชื่อจริง หรือใช้ชื่อแฝง
5.3 ลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว แจ้งข้อมูลเท็จ หรือแสดงหลักฐานเท็จ
5.4 บริษัทได้รับข้อมูลการแสดงตนไม่ครบถ้วนตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง วิธีการแสดงตนของลูกค้าสถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 หรือได้รับข้อมูลการแสดงตนและการระบุตัวตนไม่ครบถ้วนเพียงพอที่จะสามารถนำไปตรวจสอบกับรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด และประเมินและบริหารความเสี่ยงของลูกค้าได้
5.5 ลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว หรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง มีความเสี่ยงสูงมากจนอาจเป็นเหตุให้บริษัทถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
หลังจากปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า บริษัทจะมีกระบวนการในการพิจารณาเป็นรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (แบบฟอร์ม ปปง. 1-05-10) มายังสำนักงาน ปปง. ต่อไป
หมวดที่ 2 แนวปฏิบัติในเรื่อง การบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ชยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
การบริหารความเสี่ยงของลูกค้า
1. การประเมินความเสี่ยงของลูกค้า
เมื่อจัดให้ลูกค้าแสดงตนแล้ว บริษัทจะดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงของลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว โดยสามารถจัดระดับความเสี่ยงของลูกค้า ได้ 3 ระดับ ดังนี้
ปัจจัยที่อาจทำให้ลูกค้ามีความเสี่ยงสูง ให้คำนึงถึงกรณี ดังต่อไปนี้
บุคคลธรรมดา/ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
1. ลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง ในประเทศ หรือในองค์การระหว่างประเทศ หรือ
เป็นสมาชิกในครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิดของบุคคลดังกล่าว (กรณีที่พบว่าเป็นผู้มีสถานภาพทางการเมืองในต่างประเทศ ให้จัดระดับความเสี่ยงสูงทันที)
2. ลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงตรงกับข้อมูลที่สำนักงานแจ้ง ซึ่งควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
3. ลูกค้าประกอบธุรกิจที่มีการรับเงินสดเป็นจำนวนมาก เช่น ประกอบธุรกิจคาสิโน หรือบ่อนการพนัน อาชีพค้าอาวุธยุทธภัณฑ์ เป็นต้น
4. ลูกค้าได้มาซึ่งเงินสด หรือประกอบธุรกิจที่มีการซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีราคาสูง โดยไม่มีแหล่งที่มาของเงินสด หรือสินค้าอย่างชัดเจน เช่น ธุรกิจค้าของเก่า เป็นต้น
5. ลูกค้าที่มิได้ประกอบธุรกิจแต่ดำเนินกิจกรรมเป็นผลให้ได้มาซึ่งเงินสด หรือทรัพย์สินโดยไม่มีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน เช่น องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เป็นต้น
6. ลูกค้ามีถิ่นที่อยู่ไม่ว่าชั่วคราว หรือถาวร หรือมีแหล่งที่มาของรายได้ หรือทำธุรกรรม ในพื้นที่ หรือประเทศที่มีความเสี่ยงตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ลูกค้าประกอบธุรกิจในพื้นที่ที่สำนักงาน ปปง พิจารณาให้เป็นความเสี่ยงสูง เป็นต้น (กรณีที่พบว่าเกี่ยวข้องกับประเทศเกาหลีเหนือ อิหร่าน ให้จัดระดับความเสี่ยงสูงทันที)
7. ลูกค้าไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ
8. ลูกค้ามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวที่ดำเนินไปอย่างผิดปกติ หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน
นิติบุคคล
1. โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท มีความผิดปกติ หรือมีความซับซ้อนเกินกว่าการดำเนินธุรกิจปกติ
2. ลูกค้าเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ที่มีการออกใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ
3. ลูกค้าเป็นนิติบุคคลที่มีตัวแทนอำพรางเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น (nominee shareholders)
4. ลูกค้ามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวที่ดำเนินไปอย่างผิดปกติ หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน
2. การตรวจสอบความเคลื่อนไหว และการทบทวนข้อมูลของลูกค้า (กรณีลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ)
สำหรับลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เมื่อดำเนินการตามแนวปฏิบัติ เรื่องการรับลูกค้า ประเมินความเสี่ยง และจัดระดับความเสี่ยงของลูกค้าแล้ว บริษัทจะมีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1. ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจของลูกค้าตลอดช่วงเวลา
ที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจยังดำเนินอยู่ว่ายังคงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ข้อมูล
ทางธุรกิจของลูกค้า ระดับความเสี่ยงของลูกค้าที่ได้ประเมินไว้ และข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ของลูกค้าที่มีอยู่หรือไม่ หากพบว่ามีพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ผิดปกติไม่สอดคล้องกับข้อมูลต่าง ๆ ที่ลูกค้าให้ไว้ บริษัทมีการพิจารณารายงานเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยมายังสำนักงาน ปปง.
2. ทบทวนข้อมูลของลูกค้าตามรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อตรวจทานและปรับปรุงข้อมูลการแสดงตนให้เป็นปัจจุบันและมีการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอจนกว่าจะยุติความสัมพันธ์กับลูกค้า
3. ทบทวนระดับความเสี่ยงของลูกค้าให้มีความเหมาะสม โดยการพิจารณาระหว่างการประเมินเพื่อปรับระดับความเสี่ยงของลูกค้ามีดังนี้
3.1 กรณีลูกค้ารายที่มีความเสี่ยงสูง หากปรากฏว่ามีปัจจัยอื่นที่ทำให้ลูกค้ามีความเสี่ยงลดลง บริษัทจะมีการปรับลดระดับความเสี่ยงลงตามผลการประเมินความเสี่ยง
3.2 กรณีลูกค้ารายที่มีความเสี่ยงต่ำ-กลาง ระหว่างการทบทวนระดับความเสี่ยงมีเหตุอันควรสงสัยว่าลูกค้ารายดังกล่าวมีส่วนร่วมในการกระทำ หรือมีการทำธุรกรรม หรือดำเนินการใด ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน การฟอกเงิน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง บริษัทจะปรับระดับความเสี่ยงลูกค้ารายดังกล่าวเป็นลูกค้าที่มีระดับความเสี่ยงสูง และบริษัทจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น
หมายเหตุ ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้อนุมัติผลการปรับระดับความเสี่ยงของลูกค้า
การบริหารความเสี่ยงสำหรับผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางบริการ
1. การประเมินความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางบริการ
บริษัทมีการนำปัจจัยอย่างน้อย 3 ปัจจัยดังต่อไปนี้ เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ หรือบริการ
1. ปัจจัยเรื่องการให้ รับ หรือเปลี่ยนเป็นเงินสด กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถให้ รับ หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ซึ่งความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินสดที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นสามารถรองรับได้
2. ปัจจัยเรื่องการโอน หรือเปลี่ยนมือ กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถโอนหรือเปลี่ยนมือให้แก่บุคคลอื่นได้ ซึ่งความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่า ความถี่ ความรวดเร็ว หรือความสะดวก ในการโอนหรือเปลี่ยนมือ
3. ปัจจัยเรื่องการใช้ หรือนำไปใช้ในต่างประเทศ กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถใช้ หรือนำไปใช้ได้ในต่างประเทศ ซึ่งความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นสามารถใช้ข้ามประเทศได้
การประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ หรือบริการแบ่งเป็นประเภทการทำธุรกรรม เช่น ซื้อ-ขาย ทองคำ อัญมณี เพชร พลอย เป็นต้น
สำหรับช่องทางบริการ ได้แก่ วิธีการ หรือช่องทางที่บริษัทนำผลิตภัณฑ์ หรือบริการไปสู่ลูกค้า แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
1. ช่องทางการให้บริการแบบพบหน้า คือ ช่องทางการให้บริการผ่านพนักงานของบริษัท
2. ช่องทางการให้บริการแบบไม่พบหน้า คือ ช่องทางการให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การพบหน้า เช่น การติดต่อทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์ หรือผ่านแอพพลิเคชั่น LINE, Facebook เป็นต้น
การประเมินความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการให้บริการ แต่ละประเภทการทำธุรกรรมทำให้ทราบถึงระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการให้บริการของบริษัท เพื่อนำมากำหนดมาตรการในการบรรเทาความเสี่ยงต่อไป
2. มาตรการในการบรรเทาความเสี่ยง สำหรับผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการให้บริการ
บริษัทมีการกำหนดมาตรการ และวิธีการบรรเทาความเสี่ยงที่เหมาะสม หลังจากได้ผลการประเมินความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการให้บริการเรียบร้อยแล้ว เช่น การจำกัดวงเงินในการซื้อ-ขาย ช่องทางการให้บริการเป็นแบบพบหน้าเท่านั้น เช่น ผลิตภัณฑ์ประเภทการซื้อทองออนไลน์ ต้องให้ลูกค้าแสดงตน หรือระบุตัวตนที่บริษัทก่อนที่จะอนุมัติรับทำธุรกรรมกับลูกค้า เป็นต้น
สำหรับผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่มีความเสี่ยงสูง และมีการบรรเทาความเสี่ยงแล้วเท่านั้น จึงสามารถปรับระดับความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ หรือบริการดังกล่าวเป็นความเสี่ยงระดับกลางได้
3. การกำหนดมาตรการในการบริหารและบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การให้บริการใหม่ หรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการออกผลิตภัณฑ์ และบริการ (ถ้ามี)
เมื่อบริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การให้บริการใหม่ รูปแบบใหม่ในการดำเนินธุรกิจ หรือมีการใช้ช่องทาง หรือกลไกใหม่ในการให้บริการ รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ หรือเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนามาใช้กับผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีอยู่เดิม และที่จะมีขึ้นใหม่ บริษัทจะมีการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งกำหนดมาตรการในการบริหาร และบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นให้แล้วเสร็จก่อนที่จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ การให้บริการใหม่ หรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการออกผลิตภัณฑ์และบริการมาใช้ในธุรกิจ
หมวดที่ 3 แนวปฏิบัติในเรื่อง การบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงภายในองค์กร
บริษัทได้ดำเนินการกำหนดนโยบาย และระเบียบวิธีการสำหรับการประเมิน บริหาร และบรรเทาความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงภายในองค์กร โดยดำเนินการทบทวน และปรับปรุงการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้การกำหนดระเบียบวิธี มาตรการสำหรับการประเมิน บริหาร และวิธีการในการบรรเทาความเสี่ยงให้มีความเหมาะสม และสภาวะปัจจุบันอยู่เสมอ
ทั้งนี้ การประเมินความเสี่ยงภายในองค์กรที่กล่าวมาแล้ว นั้น บริษัทได้กำหนดปัจจัยความเสี่ยง และมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญเป็นไปตามประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่อง แนวทางในการกำหนดนโยบายและระเบียบวิธีการประเมิน บริหาร และบรรเทาความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงภายในองค์กรของสถาบันการเงิน และผู้ประกอบอาชีพตามาตรา ๑๖
1. การประเมินความเสี่ยงภายในองค์กร
บริษัทได้กำหนดปัจจัยในการประเมินความเสี่ยงภายในองค์กร ประกอบด้วย ความเสี่ยงเกี่ยวกับลูกค้า ความเสี่ยงเกี่ยวกับพื้นที่ หรือประเทศ ความเสี่ยงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการ และความเสี่ยงเกี่ยวกับช่องทางในการให้บริการ โดยมีแนวทางในการพิจารณาโดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.1 ปัจจัยความเสี่ยงเกี่ยวกับลูกค้า โดยพิจารณาจากผลการประเมินความเสี่ยงของลูกค้าทั้งหมดภายในองค์กรตามปัจจัยความเสี่ยงที่กำหนด โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้
1.1.1 ระดับความเสี่ยงต่ำ หมายถึง ลูกค้า (สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว) มีระดับความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอยู่ในระดับต่ำ เช่น ลูกค้าที่เป็นรัฐบาล ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐทั้งไทยและต่างประเทศที่มีการปฏิบัติตาม FATF เป็นต้น
1.1.2 ระดับความเสี่ยงกลาง หมายถึง ลูกค้า (สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว) มีระดับความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอยู่ในระดับกลาง เช่น ลูกค้าทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงสูง และความเสี่ยงต่ำ
1.1.3 ระดับความเสี่ยงสูง หมายถึง ลูกค้า (สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว) มีระดับความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอยู่ในระดับสูง เช่น ลูกค้าที่พบรายชื่อในฐานข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดลูกค้า และ/หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีสถานภาพทางการเมือง (PEPs) เป็นต้น
1.2 ปัจจัยความเสี่ยงเกี่ยวกับพื้นที่ หรือประเทศ ให้พิจารณาบริษัทมีสถานที่ตั้ง สาขา พื้นที่ให้บริการ หรือแหล่งที่มาของรายได้ ให้มีระดับความเสี่ยงสูง ดังนี้
1.2.1 พื้นที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
1.2.2 พื้นที่ที่สำนักงาน ปปง. ประกาศให้เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้านการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
1.2.3 พื้นที่ หรือประเทศที่ได้รับการประเมินจากองค์กรระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือว่าเป็นพื้นที่หรือประเทศที่ไม่มีมาตรการด้านการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างเพียงพอ
1.2.4 พื้นที่ หรือประเทศที่ได้รับการประเมินจากองค์กรระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือว่า เป็นแหล่งสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย แหล่งก่อการร้าย หรือมีองค์กรผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอยู่
1.3 ปัจจัยความเสี่ยงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการ หลักเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้
1.3.1 ระดับความเสี่ยงกลาง จากการมีมาตรการบรรเทาความเสี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางบริการนั้น เช่น การจำกัดวงเงินในการซื้อ-ขาย เป็นต้น
1.3.2 ระดับความเสี่ยงสูง บริษัทไม่มีมาตรการบรรเทาความเสี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางบริการนั้น
1.4. ปัจจัยความเสี่ยงเกี่ยวกับช่องทางในการให้บริการ หมายถึง วิธีการ หรือช่องทางที่บริษัทจะนำผลิตภัณฑ์ หรือบริการไปสู่ลูกค้า หลักเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้
1.4.1 ระดับความเสี่ยงต่ำ ช่องทางการให้บริการแบบพบหน้า (Face to Face)
1.4.2 ระดับความเสี่ยงสูง ช่องทางการให้บริการแบบไม่พบหน้า (Non Face to Face) เช่น การให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การพบหน้า เช่น การติดต่อทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์ หรือผ่านแอพพลิเคชั่น LINE , Facebook เป็นต้น
นอกจากปัจจัยการประเมินความเสี่ยงที่ระบุไว้ข้างต้นแล้ว บริษัทยังได้นำผลจากการประเมิน และบริหารความเสี่ยงตามรายงานการประเมินความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายระดับชาติ (National Risk Assessment : NRA) มาใช้ประกอบประเมินความเสี่ยงภายในองค์กรด้วย
2. การบริหารความเสี่ยง และมาตรการบรรเทาความเสี่ยงจากการประเมินความเสี่ยงภายในองค์กร
บริษัทได้กำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหลังจากทราบผลการประเมินความเสี่ยงภายในองค์กร โดยมีการกำหนดมาตรการบรรเทาความเสี่ยงที่มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับผลการประเมินความเสี่ยง การเสนอผู้บริหารระดับสูงรับทราบ และอนุมัติผลการประเมินความเสี่ยงภายในองค์กรของบริษัทเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นของบริษัท ทั้งนี้ การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหาร และการบรรเทาความเสี่ยงนั้น บริษัทได้ดำเนินการตลอดระยะเวลาที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจจนกว่าจะยุติความสัมพันธ์กับลูกค้า
หมวดที่ 4 แนวปฏิบัติในเรื่อง การรายงานการทำธุรกรรม
บริษัทมีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยดำเนินการภายในระยะเวลาตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4
1. การรายงานการทำธุรกรรม
“ธุรกรรมที่ใช้เงินสด” หมายถึง ธุรกรรมที่ลูกค้าถือเงินสดมาดําเนินการต่อบริษัท หรือธุรกรรมที่ลูกค้า ได้รับเงินสดจากบริษัท อันเป็นผลจากการดําเนินธุรกรรม โดยบริษัทจะรายงานการทำธุรกรรมมายังสำนักงาน ปปง.ตามแบบ ปปง. 1-05-2
“ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย” หมายความว่า ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมครั้งเดียว หรือหลายครั้ง และให้หมายความรวมถึงการพยายามทำธุรกรรมด้วย โดยบริษัท จะรายงานการทำธุรกรรมมายังสำนักงาน ปปง.ตามแบบ ปปง. 1-05-10
2. หลักเกณฑ์ในการรายงานการทำธุรกรรม (แบบรายงาน และระยะเวลา)
ธุรกรรมที่ต้องรายงาน แบบรายงาน ระยะเวลาในส่งแบบรายงานการทำธุรกรรม ผู้กรอกแบบรายงาน/ผู้ส่งรายงาน
1) ธุรกรรมที่ใช้เงินสด แบบ ปปง. 1- 05-2 ภายในเดือนถัดไป 1) ผู้กรอกแบบรายงานพนักงานบริษัท
ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป 2) ผู้ส่งรายงานบริษัท
2) ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย แบบ ปปง. 1- 05-10 ภายใน 7 วันนับ
(ไม่จำกัดมูลค่าในการทำธุรกรรม) แต่วันที่มีเหตุอันควรสงสัย**
** วันที่มีเหตุอันควรสงสัย” หมายถึง วันที่บริษัททราบถึงธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ดังนั้น การเริ่มนับระยะเวลา 7 วัน ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้บริหารระดับสูงทราบถึงธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งก็คือวันที่ผู้บริหารระดับสูงได้ตรวจสอบ วินิจฉัย และอนุมัติการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยไปยังสำนักงาน ปปง.
ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนด ห้าม พนักงานของบริษัทเปิดเผยข้อเท็จจริง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจมีผลทำให้ลูกค้าทราบว่าตนเองถูกรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงาน ปปง.
3. วิธีการส่งแบบรายงาน
บริษัทสามารถส่งรายงานธุรกรรมทุกประเภทได้โดยใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้
1) ยื่นแบบรายงานการทำธุรกรรมต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงาน ปปง. โดยมีหลักฐานการส่งที่ชัดเจน
2) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยมีหลักฐานการส่งที่ชัดเจน
3) ส่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์กำกับ ผ่านระบบ ERS
4. การบริหารความเสี่ยงธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย
บริษัทได้กำหนดลักษณะของการทำธุรกรรมที่มีความผิดปกติอันเข้าข่ายเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งต้องรายงานต่อสำนักงาน ปปง. สามารถสรุปได้ดังนี้
ดังนั้น ถ้าบริษัท ตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมดของลูกค้าแต่ละราย แล้วพบว่ามีลักษณะของการทำธุรกรรมตามที่กล่าวมาข้างต้น บริษัท จะต้องมีกระบวนการในการตรวจสอบธุรกรรมจนถึงการส่งรายงานต่อสำนักงาน ปปง. โดยกำหนดเป็นขั้นตอนที่สอดคล้องกับบทบัญญัติในกฎกระทรวงว่าด้วยการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ดังนี้
ขั้นตอนการตรวจสอบธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย
ขั้นตอนที่ 1 เมื่อมีการตรวจพบพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ผิดปกติของลูกค้ารายหนึ่งรายใด
ขั้นตอนที่ 2 ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า เช่น ความสอดคล้องของมูลค่าในการทำธุรกรรมกับข้อมูลรายได้ หรือฐานะทางเศรษฐกิจของลูกค้า ประกอบกับความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในการลงทุนในขณะนั้น รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่บริษัทอาจนำมาพิจารณาตามนโยบาย และแนวทางของผู้ประกอบอาชีพเอง
ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมการทำธุรกรรมของลูกค้าที่ผ่านมา ว่ามีการทำธุรกรรมลักษณะเดียวกันนี้ในครั้งก่อนมากน้อยเพียงใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยอื่นใดเพิ่มเติม
ขั้นตอนที่ 4 รายงานผลการตรวจสอบ และผลการวิเคราะห์ให้แก่ผู้บริหารมีอำนาจในการตรวจสอบธุรกรรมที่อาจมีเหตุอันควรสงสัยของลูกค้า
ขั้นตอนที่ 5 กรณีที่เห็นควรรายงานต่อสำนักงาน ผู้บริหารที่มีอำนาจดังกล่าว ลงนามอนุมัติเพื่อส่งรายงานธุรกรรมของลูกค้า เป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย เพื่อรายงานต่อสำนักงาน ปปง. ต่อไป
หมวดที่ 5 แนวปฏิบัติในเรื่อง การเก็บรักษาเอกสาร
1. ประเภทของข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐาน และระยะเวลาที่ต้องเก็บรักษา บริษัทได้กำหนดวิธีการดำเนินการจัดเก็บเอกสารข้อมูล และหลักฐานของลูกค้าที่เกี่ยวกับการแสดงตน ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า รวมถึงรายงานการทำธุรกรรมการทำธุรกรรม และบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกรรม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 22 และมาตรา 22/1 แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. เอกสารเกี่ยวกับการแสดงตนต้องเก็บรักษาเอกสารเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีการปิดบัญชี หรือยุติความสัมพันธ์กับลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือนับแต่วันที่ได้มีการทำธุรกรรมสำหรับกรณีลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว
2. เอกสารเกี่ยวกับการทำธุรกรรม และบันทึกข้อเท็จจริงต้องเก็บรักษาเอกสารเป็นเวลา 5 ปี นับแต่ได้มีการทำธุรกรรมหรือบันทึกข้อเท็จจริงนั้น
3 เอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ต้องเก็บรักษาเอกสารเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีการปิดบัญชี หรือยุติความสัมพันธ์กับลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือนับแต่วันที่ได้มีการทำธุรกรรมสำหรับกรณีลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว ได้แก่
3.1 การดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว ได้แก่
(ก) การระบุตัวตน และการพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
(ข) การตรวจสอบข้อมูลของลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของลูกค้ากับข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
(ค) ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ตามเจตจำนงในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
(ง) ผลการตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงิน หรือผลการตรวจสอบความเคลื่อนไหว ในการทำธุรกรรมตลอดช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจยังดำเนินอยู่ของลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
3.2 การปรับปรุงข้อมูลต่าง ๆ ของลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว ที่ใช้ในการแสดงตน การระบุตัวตน และข้อมูลที่นำมาพิจารณาในการบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายให้เป็นปัจจุบัน
3.3 การบริหารความเสี่ยง และการจัดระดับความเสี่ยงลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว
3.4 รายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอื่นตามที่เลขาธิการ ปปง. ประกาศกำหนด เว้นแต่ จะได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเลขาธิการ ปปง. ให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
2. วิธีการเก็บรักษาข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐาน
บริษัทได้กำหนดวิธีการเก็บรักษารายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงตน การทำธุรกรรม และบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกรรม และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า โดยบริษัทจะจัดเก็บเอกสารในพื้นที่ที่กำหนดไว้ และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเอกสารดังกล่าว และเอกสารข้อมูลในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเก็บรักษาไว้อย่างถูกต้องครบถ้วน ตามวิธีการที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ตลอดจนรักษาข้อมูลให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้ในการตรวจสอบ และเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงตามกฎหมาย รวมทั้งบริษัท สามารถเรียกดู หรือส่งมอบรายละเอียดได้ตามที่สำนักงาน ปปง. กําหนด ซึ่งการเก็บข้อมูลในรูปแบบดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
หมวดที่ 6 แนวปฏิบัติในเรื่อง การตรวจสอบภายใน
บริษัทมีหน้าที่ตรวจสอบภายในระบบการดำเนินงาน และการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่มีกลไกในการตรวจสอบภายในที่เป็นอิสระ และรายงานผลการตรวจสอบภายในต่อผู้บริหารสูงสุดของบริษัท โดยกำหนดให้ฝ่ายกำกับและบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่ในการตรวจสอบภายในดังกล่าว
การตรวจสอบภายในระบบการดำเนินงาน และการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงนั้น กำหนดให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยมีหัวข้อในการตรวจสอบภายใน ดังนี้
1. การกำหนดนโยบาย และระเบียบวิธีการ คู่มือ แนวปฏิบัติ หรือวิธีปฏิบัติต่าง ๆ สอดคล้องกับกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ของทางการที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน
2. การจัดให้ลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวแสดงตน โดยแสดงข้อมูล และหลักฐานประกอบการแสดงตนครบถ้วนตามที่กำหนดในนโยบาย หรือแนวปฏิบัติของบริษัท โดยดำเนินการสุ่มตรวจการปฏิบัติงานของบุคลากร
3. การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราว ให้สอดคล้องกับที่กำหนดในนโยบาย หรือแนวปฏิบัติของบริษัท โดยดำเนินการสุ่มตรวจการปฏิบัติงานของบุคลากร
4. การรายงานการทำธุรกรรมทุกประเภทที่บริษัทส่งไปยังสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบการรายงานว่า บริษัทรายงานการทำธุรกรรมถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และกรอกข้อมูลในการแบบรายงานการทำธุรกรรมครบถ้วนหรือไม่ โดยสุ่มตรวจรายงานการทำธุรกรรมแต่ละประเภท (รายงานการทำธุรกรรมที่ใช้เงินสด และรายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย) ที่เกิดขึ้นในปีนั้น
5. การเก็บรักษาข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐาน ให้สอดคล้องกับที่กำหนดในนโยบาย หรือแนวปฏิบัติของบริษัท โดยดำเนินการสุ่มตรวจการปฏิบัติงานของบุคลากร
หมวดที่ 7 แนวปฏิบัติในเรื่อง การกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย
บริษัทกำหนดให้พนักงานผู้รับผิดชอบภายในทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของบริษัทให้สอดคล้อง และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยกำหนดให้ฝ่ายกำกับและบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่ดังกล่าว และมีพนักงานระดับผู้บริหารเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทจะจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อดำเนินการกำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย และเหมาะสมกับความเสี่ยงภายในองค์กรและขนาดธุรกิจ
หมวดที่ 8 แนวปฏิบัติในเรื่อง การจัดจ้างและการฝึกอบรม
1. การจัดจ้างพนักงาน
บริษัทกำหนดกระบวนการในการจัดจ้างพนักงานที่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และต้องไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยต้องตรวจสอบรายชื่อผู้ที่สมัครเป็นพนักงานบริษัทกับข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงก่อนรับเข้าทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของบริษัททุกคนไม่มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
2. การฝึกอบรมพนักงาน
2.1 บริษัทจัดให้พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ตั้งแต่ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน และอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานนั้น เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
2.2 บริษัทจัดให้พนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมแล้วเข้าปฏิบัติหน้าที่ในการจัดทำรายงาน หรือควบคุมการรายงาน การจัดให้ลูกค้าแสดงตน และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
2.3 บริษัทจัดให้มีการจัดเก็บหลักฐานการฝึกอบรม ได้แก่ ทะเบียนรายชื่อพนักงานผู้ได้รับการฝึกอบรม วันเวลา และสถานที่อบรม พร้อมลายมือชื่อรับรองของวิทยากรหรือเจ้าของหลักสูตรฝึกอบรม รวมทั้งหลักฐานที่แสดงว่าพนักงานดังกล่าวได้เข้ารับการฝึกอบรมทบทวนความรู้ ทั้งนี้หลักฐานดังกล่าวจะต้องเก็บไว้ในสถานที่ประกอบการเพื่อสามารถตรวจสอบได้
หมวดที่ 9 แนวปฏิบัติในเรื่อง การร่วมใช้ข้อมูลระหว่างสาขา หรือบริษัทในเครือทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน
บริษัทกำหนดมาตรการในการดำเนินงานเกี่ยวกับการร่วมใช้ข้อมูลระหว่างสาขา หรือบริษัทในเครือทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ได้แก่ ข้อมูลบัญชี ข้อมูลการทำธุรกรรมของลูกค้า ข้อมูลผลการวิเคราะห์การทำธุรกรรม หรือกิจกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเกี่ยวข้อง หรืออาจเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หรือข้อมูลอื่นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามนโยบายด้านการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
ทั้งนี้ บริษัทกำหนดให้มีมาตรการในการรักษาความลับจากการร่วมใช้ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น
อย่างเคร่งครัด และห้ามเปิดเผยข้อเท็จจริง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันอาจทำให้ลูกค้าทราบเกี่ยวกับการร่วมใช้ข้อมูล เว้นแต่มีกฎหมายภายในประเทศ หรือต่างประเทศกำหนดเกี่ยวกับการใช้ การเปิดเผย หรือการร่วมใช้ข้อมูลของลูกค้าไว้แล้วก็ให้ถือปฏิบัติตามนั้น
หมวดที่ 10 แนวปฏิบัติในเรื่อง การป้องกัน และปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อร้าย และแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
บริษัทได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันมิให้มีการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงให้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้
1. บริษัทมีมาตรการเกี่ยวกับขั้นตอนในการอนุมัติรับลูกค้าอย่างเคร่งครัด ตามแนวปฏิบัติ ในเรื่องการรับลูกค้า
2. บริษัทมีมาตรการในการดำเนินการให้ข้อมูลรายชื่อของบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยการตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดจากเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง. และมีการนำมาปรับปรุงในฐานข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดให้เป็นปัจจุบัน เพื่อทำการตรวจสอบกับรายชื่อลูกค้าต่อไป
3. บริษัทมีมาตรการในการตรวจสอบข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดกับลูกค้าทุกราย
4. เมื่อบริษัทตรวจสอบพบว่าลูกค้ามีความเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง บริษัทจะทำการปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือไม่รับทำธุรกรรมหรือยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
5. ในกรณีที่บริษัทพบว่าธุรกรรมใดเกี่ยวข้อง หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หรือเป็นธุรกรรมที่กระทำกับ หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลที่ถูกกำหนด บริษัทจะทำการรายงานเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยต่อสำนักงาน ปปง. ตามรูปแบบรายงานที่กฎหมายกำหนด
6. หากพบว่าลูกค้าเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด บริษัทจะต้องดำเนินการ ดังนี้
6.1 ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกกำหนด หรือของผู้กระทำการแทน หรือตามคำสั่งของผู้นั้น หรือของกิจการภายใต้การครอบครอง หรือควบคุมของผู้นั้น แล้วแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน
ที่ถูกระงับการดำเนินการ ตามแบบ ปกร 03 ภายใน 10 วันทำการนับแต่วันที่ได้ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินนั้น ไปยังสำนักงาน ปปง.
6.2 ดำเนินการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว ตามแบบ ปกร 04 ภายใน 10 วันทำการนับแต่วันที่พบข้อมูลนั้น ไปยังสำนักงาน ปปง.
6.3 วิธีการรายงานตามข้อ 6.1 และ 6.2 มายังสำนักงาน ปปง. มี 3 วิธี ดังนี้
(1) ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(2) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
(3) ส่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ ให้ผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 05 มกราคม 2569 เป็นต้นไป